High-Expansion Foam Demand Calculation

High-expansion foam (โฟมขยายตัวสูง) คือ สารดับเพลิงประเภทโฟมที่มีอัตราการขยายตัว (Expansion ratio) ในระดับตั้งแต่ 200 ต่อ 1 จนถึงประมาณ 1,000 ต่อ 1 โดยอัตราส่วนนี้คือ การเปรียบเทียบระหว่างปริมาตรของโฟมหลังจากที่เติมอากาศเข้าไปแล้ว กับปริมาตรของสารละลายโฟมก่อนเติมอากาศ

โฟมชนิดนี้เป็นกลุ่มก้อนของฟองอากาศที่มีความหนาแน่นต่ำกว่าน้ำมันหรือน้ำ ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยกลไกทางกล โดยการปล่อยกระแสอากาศหรือก๊าซให้พัดผ่านตาข่าย ตะแกรง หรือวัสดุพรุนที่ถูกทำให้เปียกชุ่มด้วยสารละลายโฟม

หลักการทำงานในการดับเพลิง: โฟมขยายตัวสูงมีประสิทธิภาพในการดับไฟผ่านกลไกหลายประการ ได้แก่

  • ลดปริมาณออกซิเจน: เมื่อโฟมถูกดันเข้าไปในบริเวณที่มีความร้อน น้ำในโฟมจะเปลี่ยนสถานะเป็นไอน้ำ (Steam) ซึ่งจะเข้าไปเจือจางความเข้มข้นของออกซิเจนในอากาศให้ลดลง และตัวโฟมยังทำหน้าที่กีดกันไม่ให้อากาศเพิ่มเติมเข้าถึงจุดที่เกิดไฟไหม้ได้
  • ลดอุณหภูมิความร้อน: การเปลี่ยนสถานะของน้ำเป็นไอน้ำจะช่วยดูดซับความร้อนออกจากเชื้อเพลิงและวัตถุที่กำลังลุกไหม้
  • หยุดการถ่ายเทความร้อนและไอระเหย: โฟมช่วยยับยั้งการพาความร้อน (Convection) การแผ่รังสีความร้อน (Radiation) และชะลอการปล่อยไอระเหยที่ติดไฟได้ของเชื้อเพลิง
  • แทนที่ควันและความร้อน: โฟมสามารถขยายตัวเข้าไปแทนที่ปริมาตรของควัน ความร้อน และไอระเหยได้ ซึ่งหากมีการระบายอากาศที่ดีในขณะที่ฉีดโฟม โฟมจะช่วยดันไล่ความร้อนและควันออกจากพื้นที่ไฟไหม้ได้

การประยุกต์ใช้งาน Application

  • เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการดับเพลิงแบบปล่อยให้ท่วมเต็มพื้นที่ (Total flooding) โดยเฉพาะในพื้นที่ปิดหรือพื้นที่จำกัด เช่น ชั้นใต้ดิน ทางเดินใต้ดิน หรือโกดังเก็บสินค้าบนชั้นวางทรงสูง
  • ทำหน้าที่เป็นตัวนำพาน้ำเข้าไปยังจุดที่ยากต่อการเข้าถึง หรือจุดที่เป็นอันตรายเกินกว่าจะส่งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าไปได้
  • ใช้ควบคุมและดับไฟ Class A (วัสดุติดไฟทั่วไป) และ Class B (ของเหลวติดไฟ) รวมถึงของเหลวที่รั่วไหล

การคำนวณความลึกและปริมาตรการท่วมโฟม (Submergence Volume)

ในการหาปริมาณโฟมที่ต้องการ Foam Demand ต้องคำนวณหาปริมาตรห้องที่ต้องเติมโฟมให้เต็ม โดยคำนึงถึงความสูงของวัตถุอันตรายเป็นหลัก

  • ความลึกโฟมขั้นต่ำ (Minimum Foam Depth): ตามมาตรฐาน NFPA โฟมจะต้องคลุมเหนือจุดที่สูงที่สุดของวัตถุอันตราย (Hazard Height) เพื่อความปลอดภัย เราจึงเลือกค่าที่มากที่สุดระหว่าง:
    • สูงกว่าวัตถุอันตราย 10% (Hazard Height x 1.1)
    • สูงกว่าวัตถุอันตรายอย่างน้อย 2 ฟุต (Hazard Height + 2.0 ft)
  • ปริมาตรการท่วมโฟม (V):

เวลาในการท่วมโฟมสูงสุด (Maximum Submergence Time, T)

ในระบบ Total Flooding “เวลา” คือสิ่งสำคัญที่สุด โฟมต้องเติมเต็มห้องให้ถึงระดับความลึกที่กำหนดก่อนที่โครงสร้างอาคารจะพังทลาย หรือก่อนที่ไฟจะลุกลามจนคุมไม่ได้

มาตรฐาน NFPA 11 (Table 6.12.7.1) จึงกำหนดตัวแปรเวลา T (หน่วยเป็นนาที) โดยผันแปรตาม:

  • ประเภทของวัตถุอันตราย (Hazard Type): เช่น สารไวไฟ (Flammable Liquids) จะลุกไหม้เร็วมาก จึงต้องการเวลา T ที่สั้นมาก (เช่น 2-3 นาที) ขณะที่ยางรถยนต์ (Rubber Tires) ยอมให้เวลา T นานกว่าได้ (5-8 นาที)
  • โครงสร้างอาคาร (Construction Type): อาคารเหล็กที่ไม่ป้องกันไฟ (Unprotected Steel) จะวิบัติได้เร็วเมื่อโดนความร้อน จึงต้องการเวลา T ที่เร็วกว่าอาคารทนไฟ (Fire-Resistive)
  • ระบบสปริงเกลอร์ (Sprinkler Protection): หากมีสปริงเกลอร์ช่วยควบคุมความร้อน โครงสร้างอาคารจะทนทานได้นานขึ้น มาตรฐานจึงอนุญาตให้ยืดเวลา T ออกไปได้อีกเล็กน้อย

อัตราการสูญเสียโฟมจากสปริงเกลอร์ (Sprinkler Breakdown Rate, Rs)

หากในห้องนั้นมีระบบสปริงเกลอร์ทำงานควบคู่ไปด้วย น้ำจากสปริงเกลอร์จะทำลายเนื้อโฟมขยายตัวสูงให้ยุบตัวลง จึงจำเป็นต้องคิดค่าชดเชยการสูญเสียนี้ด้วย โดยใช้สูตร:

โดยที่ Q คือ อัตราการไหลของน้ำจากสปริงเกลอร์ (gpm) และ S คือ Sprinkler Foam Breakdown Factor ซึ่งตามมาตรฐาน NFPA 11 กำหนดให้มีค่าคงที่เท่ากับ 10.0 cfm/gpm (โฟมจะสลายตัวไป 10 ลูกบาศก์ฟุตต่อนาที ต่อปริมาณน้ำสปริงเกลอร์ทุกๆ 1 แกลลอนต่อนาที) หรือ 0.0748 (m3/min)/(L/min)

อัตราการฉีดโฟมสุทธิที่ต้องการ (Required System Discharge Rate, R)

นี่คือสมการหลักของ NFPA 11 เพื่อหาว่าเครื่องกำเนิดโฟม (Foam Generator) ต้องมีกำลังพ่นโฟมออกมารวมกันกี่ลูกบาศก์ฟุตต่อนาที (cfm) จึงจะดับไฟได้สำเร็จ

โดยที่

  • R = อัตราการปล่อยโฟมขยายตัว หรือความจุของเครื่องกำเนิดโฟม (m³/min)
  • V = ปริมาตรที่โฟมต้องเข้าไปท่วมท้น หรือ Submergence volume (m³)
  • T = เวลาที่ยอมให้ใช้ในการเติมเต็มพื้นที่ (นาที)
  • RS​ = อัตราการถูกทำลายของโฟมอันเนื่องมาจากน้ำของสปริงเกลอร์ (m³/min)
  • CN​ = ค่าชดเชยการยุบตัวของโฟมตามปกติ หรือ Normal Foam Shrinkage Factor (โดยเป็นค่าคงที่ที่ 1.15)
  • CL​ = ค่าชดเชยการรั่วไหลของโฟมออกจากห้อง หรือ Leakage Compensation Factor (อยู่ระหว่าง 1.0 ถึง 1.2)

ตัวอย่างการคำนวน

ข้อมูลอาคารที่จะติดตั้ง High-Foam Expansion มีดังนี้

  • ขนาดห้อง: กว้าง 30.5 m × ยาว 61 m × สูง 9.1 m
  • สภาพห้อง: โครงสร้างเหล็ก (Light bar joist) มีช่องลมแต่สามารถปิดได้
  • ระบบสปริงเกลอร์: แบบเปียก (Wet system) ระยะห่าง 3 m × 3 m, ความหนาแน่น 10.2 L/min·m²
  • เชื้อเพลิง (Occupancy): ม้วนกระดาษคราฟท์ (Kraft paper) วางซ้อนกันสูง 7.6 m
  • สมมติฐานเพิ่มเติม:
    • คาดว่าหัวสปริงเกลอร์จะทำงาน 50 หัว
    • ประเมินค่าชดเชยการรั่วไหลของโฟม (CL​) = 1.2
    • โฟมที่ใช้มีอัตราการขยายตัว (Expansion Ratio) = 500:1
    • ใช้น้ำยาโฟมเข้มข้นแบบ 3%

การแสดงวิธีทำอย่างละเอียด (Step-by-Step Calculation)

Step 1: หาความลึกของโฟมที่ต้องการ (Foam Depth) มาตรฐานระบุว่าความลึกของโฟมจะต้องไม่น้อยกว่า 1.1 เท่าของความสูงของกองเชื้อเพลิง และต้องสูงพ้นเชื้อเพลิงอย่างน้อย 2 ft หรือ 0.6 m

  • ความลึกโฟม = 7.6 m×1.1=8.4 เมตร (ความสูงของม้วนกระดาษคราฟท์ x 1.1)

Step 2: หาปริมาตรโฟม (Submergence Volume, V)

  • V=กว้าง×ยาว×ความลึกโฟม
  • V=30.5 m×61 m×8.4 m=15,628 m³

Step 3: กำหนดเวลาเติมเต็ม (Submergence Time, T)

  • อ้างอิงตามมาตรฐานสำหรับเชื้อเพลิงประเภทม้วนกระดาษคราฟท์ จะใช้เวลา T=5 นาที

Step 4: คำนวณอัตราการทำลายโฟมโดยสปริงเกลอร์ (RS) เมื่อสปริงเกลอร์ทำงาน น้ำจะตีเนื้อโฟมให้ยุบตัว เราต้องหาปริมาณน้ำสปริงเกลอร์ (Q) ด้วย:

  • Q=จำนวนหัว×พื้นที่ครอบคลุมต่อหัว×ความหนาแน่น
  • Q=50×(3 m×3 m)×10.2 L/min⋅m2 = 4,590 L/min
  • แทนค่าเพื่อหาการทำลายโฟม: RS​=0.0748×4,590=343 m³/min

Step 5: คำนวณอัตราการปล่อยโฟมรวม (Total Generator Capacity, R) แทนค่าทั้งหมดลงในสมการหลัก:

  • R=(15,628/5​+343)×1.15×1.2 = 4,787 m³/min

Step 6: คำนวณหาปริมาณน้ำยาโฟมเข้มข้นที่ต้องการ (Concentrate Demand) แปลงจากปริมาตรโฟมพองตัวให้กลับเป็นของเหลว (Foam Solution) จากนั้นหาความต้องการน้ำยาโฟมเข้มข้น:

  • แปลง R เป็นลิตร: 4,787 m3/min×1,000=4,787,000 L/min
  • หาอัตราของเหลวสารละลายโฟม: จากสมมติฐาน Expansion Ratio ที่ 500:1
    • อัตราสารละลายโฟม=4,787,000/500​=9,574 L/min
  • หาอัตราน้ำยาโฟมเข้มข้น: ใช้น้ำยา 3%
    • อัตราน้ำยาโฟม (Concentrate Rate)=9,574×0.03=287.22 L/min

Step 7: สรุปปริมาตรจัดเก็บน้ำยาโฟมที่ต้องมี (Total Concentrate Storage) ตามมาตรฐานระบุให้เตรียมน้ำยาเผื่อไว้ให้ระบบทำงานเต็มที่ได้อย่างน้อย 15 นาทีเป็นขั้นต่ำ (บางกรณีอาจสูงถึง 25 นาทีหรือ 4 เท่าของ Submergence volume แล้วแต่ค่าใดจะน้อยกว่า)

  • ปริมาณสำรองขั้นต่ำของ Foam Concentrate = 287.22 L/min×15 นาที=4,308.3 ลิตร

จากรูปถ้าเราทำการเปลี่ยนชนิดของโฟมที่มีค่า ER (Expansion Ratio) ที่สูงขึ้น ความต้องการใช้โฟมก็ต่ำลง นี่รวมถึงความต้องการน้ำดับเพลิง ขนาดหัวจ่ายโฟม และความต้องการขนาดปั๊มด้วย

Discover more from PROcess Safety TASK

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading