ทฤษฎีการคำนวนหาปริมาณ Foam Demand, Minimum Discharge Time และ Foam Minimum Application Rate จะอ้างอิงจากมาตรฐานสากล NFPA 11 (Standard for Low-, Medium-, and High-Expansion Foam) และ NFPA 16 (Standard for the Installation of Foam-Water Sprinkler and Foam-Water Spray Systems) โดยที่แนวคิดหลักคือ การดับเพลิงประเภท Class B (เพลิงไหม้จากของเหลวไวไฟ) ซึ่งน้ำเปล่าไม่สามารถดับได้เนื่องจากน้ำมีความหนาแน่นมากกว่าน้ำมัน ทำให้น้ำมันลอยตัวขึ้นมาเหนือน้ำและลุกไหม้ต่อ รวมถึงอาจทำให้เพลิงแพร่กระจายกว้างขึ้น ระบบโฟมจึงเข้ามาแก้ปัญหานี้
กลไกการดับไฟของโฟม (Foam Fire Extinguishing Mechanism)
ระบบโฟมดับเพลิงทำหน้าที่ 4 ประการในการควบคุมและดับไฟของเหลวไวไฟ:
- Smothering (การทำให้สำลัก): ชั้นโฟมจะปกคลุมผิวหน้าของเหลวเพื่อตัดการติดต่อระหว่างอ็อกซิเจนในอากาศกับไอระเหยของเชื้อเพลิง
- Separation (การแยก): แยกเปลวไฟออกจากผิวหน้าของเหลวไวไฟ
- Cooling (การหล่อเย็น): น้ำที่ผสมอยู่ในสารละลายโฟมจะช่วยดูดซับความร้อนและลดอุณหภูมิของเชื้อเพลิง
- Suppressing (การกดไอระเหย): ป้องกันไม่ให้ไอระเหยของของเหลวไวไฟฟุ้งกระจายขึ้นมาติดไฟซ้ำ
อัตราการฉีดโฟมขั้นต่ำ (Minimum Application Rate)
ทฤษฎีที่สำคัญที่สุดคือ Application Rate (หน่วยในสมการคือ gpm/ft2 หรือ แกลลอนต่อนาที ต่อพื้นที่ 1 ตารางฟุต) มันคือ “ความเข้มข้นหรือปริมาณของสารละลายโฟมขั้นต่ำที่ต้องฉีดลงไปบนพื้นที่ผิวต่อหนึ่งหน่วยเวลา เพื่อให้สามารถเอาชนะความร้อนของไฟและดับไฟได้สำเร็จ”
โดยใน NFPA มีการกำหนดอัตรานี้ไว้ต่างกันตามความเสี่ยง:
- Fixed Roof Type II (0.10 gpm/sq ft): ถังเก็บน้ำมันแบบหลังคาคงที่ที่มีการติดตั้งรางเทโฟม (Foam Chamber) ที่ขอบถัง เนื่องจากเป็นการจ่ายโฟมลงผิวหน้าโดยตรงอย่างนุ่มนวลและจำกัดพื้นที่ จึงใช้อัตราการไหลที่ต่ำกว่า
- Monitor / Handline (0.16 gpm/sq ft): การใช้ปืนฉีดโฟมหรือสายฉีดโดยเจ้าหน้าที่ อัตราการฉีดต้องสูงขึ้น (0.16) เพื่อชดเชยการสูญเสียโฟมจากแรงลม, ความร้อนของเปลวไฟที่เผาทำลายโฟมระหว่างลอยในอากาศ และความแม่นยำในการฉีด
- Foam-Water Sprinkler (0.16 gpm/sq ft): ระบบหัวกระจายน้ำโฟมเหนือพื้นที่เปิด โฟมจะตกลงมาจากที่สูงและโดนความร้อนทำลายได้ง่าย จึงต้องใช้อัตราที่สูงเช่นกัน
ระยะเวลาการฉีดโฟมขั้นต่ำ (Minimum Discharge Time)
เวลาในการฉีด (หน่วย: นาที) ถูกกำหนดขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่า หลังจากไฟดับลงแล้ว ชั้นโฟม (Foam Blanket) จะยังคงหนาแน่นพอและอยู่ตัวได้นานพอ เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟกลับมาลุกไหม้ซ้ำ (Post-fire suppression & Vapor securing)
| System & Device Type | Fuel Type & Flash Point (oF) | Min. Application Rate (gpm/ft2) | Min. Discharge Rate (min) | Reference |
| Fixed Roof Type II | Hydrocarbon 100 < Tf <140 i.e. Diesel, Gasoline | 0.10 | 30 min | NFPA 11 Table 5.2.5.2.2 |
| Hydrocarbon Tf < 100 i.e. Benzene | 0.10 | 55 min | NFPA 11 Table 5.2.5.2.2 | |
| Crude Petroleum | 0.10 | 55 min | NFPA 11 Table 5.2.5.2.2 | |
| Monitor Handline | Hydrocarbon 100 < Tf <140 i.e. Diesel, Gasoline | 0.16 | 50 min | NFPA 11 Table 5.2.4.2.2 |
| Hydrocarbon Tf < 100 i.e. Benzene | 0.16 | 65 min | NFPA 11 Table 5.2.4.2.2 | |
| Crude Petroleum | 0.16 | 65 min | NFPA 11 Table 5.2.4.2.2 | |
| Foam Sprinkler | Hydrocarbon & Crude | 0.16 | 10 min | NFPA 16 Section 7.3 |
ข้อสังเกตุเพิ่มเติม
- ทำไม Foam-Water Sprinkler ใช้เวลาแค่ 10 นาที? เพราะระบบสปริงเกลอร์เป็นระบบที่ติดตั้งประจำที่เหนือพื้นที่เสี่ยงภัยโดยตรง (มักจะอยู่ในอาคาร เช่น โรงจอดเครื่องบิน หรือคลังเก็บสารเคมี) เมื่อเกิดไฟไหม้ หัวกระจายน้ำโฟมจะทำงานพร้อมกันครอบคลุมพื้นที่ทันที ทำให้ควบคุมเพลิงได้เร็วมากในระยะเริ่มต้น และโดยทั่วไปจะมีระบบน้ำดับเพลิงธรรมดา (Water Sprinkler) ทำงานต่อเนื่องหลังจากระบบโฟมหมดเพื่อหล่อเย็นต่อ
- น้ำมันดิบ (Crude Petroleum) มีความเสี่ยงพิเศษ: นอกจากจุดวาบไฟต่ำแล้ว น้ำมันดิบยังมีคุณสมบัติเกิดปรากฏการณ์ Boilover (น้ำที่ก้นถังเดือดและดันน้ำมันร้อนจัดล้นทะลักออกจากถัง) ได้ มาตรฐาน NFPA จึงกำหนดให้ใช้เวลาฉีดสูงถึง 55-65 นาทีเท่ากับน้ำมันเบนซิน
เคมีของโฟมและการผสม (Foam Proportioning Theory)
โฟมดับเพลิงที่เราเห็นไม่ได้ออกมาจากถังในสภาพนั้นทันที แต่เกิดจากการผสมสาร 3 ส่วนเข้าด้วยกัน เรียกว่า Foam Triangle:
- Foam Concentrate: น้ำยาโฟมเข้มข้น (เช่น 1%, 3%, หรือ 6%)
- Water: น้ำเปล่า
- Air: อากาศ (ใส่อากาศทีหลังตอนพ่นออกจากหัวฉีดเพื่อให้เกิดฟองขยายตัว)
Step of Foam Demand Determination
ขั้นตอนการคำนวนหาปริมาณ Foam ที่ต้องการมีดังต่อไปนี้
- Hazard Identification เราต้องรู้ก่อนว่าเราจะเอา Foam ไปใช้กับ Hazard ประเภทไหน เช่น Liquid Pool Fire ในถังหรือพื้นที่เปิดกว้างที่ล้อมด้วย Dike หรือ Curb
- Type of Protection จะใช้ Foam Extinguisher แบบไหนเป็นแบบ Fixed Type หรือเป็น Foam Monitor ฉีดจากพื้นที่ข้างนอกเข้าสู่ตัว Dike หรือ Curb
- Hazard Fluid Characteristics เราจะต้องทราบว่าสารที่เราต้องการจะใช้โฟมไปดับนั้นมีค่า Flash Point เป็นเท่าไร เป็นลักษณะที่เป็น Crude หรือ Petroleum Product ซึ่งจากขั้นตอน 1-3 นี้ เราจะได้ Minimum Application Rate กับ Minimum Discharge Time
- Calculate liquid surface area ในการหาปริมาณตัวแปรที่สำคัญคือ Liquid Surface Area ซึ่งอาจจะเป็น Tank Diameter ถ้าเป็นกรณีที่ใช้ Fixed Foam Poring เข้าไปในถัง หรือพื้นที่ Dike ที่หักลบกับพื้นที่ถัง ถ้าเป็นพื้นที่โล่งด้านนอก ซึ่งพอถึงขั้นตอนนี้เราจะได้ Foam Solution Demand จาก
- Foam Solution Rate (gpm) = Minimum Application (gpm/ft2) X Liquid Surface Area (ft2)
- และค่านี้มีความสำคัญใช้สำหรับการศึกษา Hydraulic Calculation ในส่วน Foam Solution
- Calculate Foam Concentration Rate, Water Application Rate และ Foam Concentration Required โดยการจะหาค่าเหล่านี้ จำเป็นที่จะต้องทราบ Foam Concentrate Percentage เช่น 1%, 3% หรือ 6% แล้วจึงคำนวนหาได้ เช่น ยกตัวอย่าง 3% Foam Concentrate
- Foam Concentrate Rate Required (gpm) = 0.03 x Foam Solution Rate (gpm)
- Water Rate Required (gpm) = 0.97 x Foam Solution Rate (gpm)
- Foam Concentration Required (gallon) = Foam Concentrate Rate Required (gpm) x Minimum Discharge Time
- นอกจากนี้ค่า Foam Concentration & Water Required Rate ยังมีความสำคัญมากในการศึกษา Hydraulic Calculation ในส่วน Foam Concentration และ Fire Water Supply Systemต่อไป
ตัวอย่างการคำนวน
หาปริมาณ Foam Concentration 3% สำหรับ Gasoline Storage Tank ขนาด diameter 120 ft
จากข้อมูลข้างบนเราจะได้
- Hazard Identification: Pool Fire inside storage tank
- Type of protection: Fixed Roof Type II (Required application rate = 0.1 gpm/ft2)
- Hazard Fluid Characteristic: Gasoline (Minimum Discharge Time = 55 min)
- Liquid Surface Area = 0.785 x (120^2) = 11304 ft2
- Foam Concentration Percentage = 3%
ผลลัพท์เราจะได้
- Foam Solution Required Rate (gpm) = 0.1 x 11,304 = 1,130.4 gpm
- Foam Solution Required (gallons) = 1,130.4 x 55 = 62,172 gallons
- Foam Concentration Required (gallons) = 0.03 x 62,172 = 1,865 gallons
จากตัวอย่างการคำนวนจะเห็นได้ว่าความต้องการการใช้โฟม Foam Demand ขึ้นอยู่โดยตรงกับขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของถัง ซึ่งถ้าเรามีการเปลี่ยนแปลงขนาดของถังปริมาณของโฟมที่ต้องการใช้ก็จะมีค่าที่แตกต่างกันดังรูปข้างล้าง

