สารเคมีและสารดับเพลิงที่นิยมใช้สำหรับ เพลิงประเภท B (Class B Fire)
สารเคมีและสารดับเพลิงที่นิยมใช้สำหรับ เพลิงประเภท B (Class B Fire) ซึ่งเป็นเพลิงไหม้ที่เกิดจากของเหลวไวไฟ ก๊าซไวไฟ น้ำมัน ทินเนอร์ และตัวทำละลาย มีประเภทหลักๆ พร้อมข้อดีและข้อเสียดังนี้
| ประเภท | ข้อดี | ข้อเสีย |
| ผงเคมีแห้ง (Dry Chemicals) เช่น – โซเดียมไบาร์บอเนต (Sodium Bicarbonate), – โพแทสเซียมไบคาร์บอเนต (Purple K), – โมโนแอมโมเนียมฟอสเฟต (ABC Multipurpose) | – ดับไฟได้รวดเร็วที่สุด (Rapid Knockdown) – ทนต่อสภาพแวดล้อม ไม่แข็งตัวในอุณหภูมิต่ำ และทนต่อกระแสลมขณะฉีดได้ดีกว่าสารดับเพลิงที่เป็นก๊าซ – ราคาประหยัด | – ทิ้งคราบสกปรกมาก – เสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้ซ้ำ (No Vapor Seal) – ฤทธิ์กัดกร่อนและทำลายอุปกรณ์ – บดบังการมองเห็น |
| โฟมดับเพลิง (Foam Extinguishing Agents) เช่น – AFFF (Aqueous Film-Forming Foam), FFFP – AR-AFFF (Alcohol-Resistant Foam | – ป้องกันการลุกติดไฟซ้ำได้ดีเยี่ยม (Vapor Seal) – ช่วยหล่อเย็น (Cooling) – ใช้ปกคลุมสารไวไฟที่หกตั้งแต่แรกได้ – ทำความสะอาดง่ายกว่าผงเคมี | – นำไฟฟ้า (ห้ามใช้กับ Class C) – ใช้กับสารละลายมีขั้วไม่ได้ หากใช้โฟมผิดประเภท – ไม่เหมาะกับไฟที่มีแรงดันสูง – เสี่ยงต่อการแช่แข็ง |
| ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Dioxide – CO2) | – เป็นสารสะอาด (Clean Agent) – ไม่นำไฟฟ้า – ถนอมอุปกรณ์ที่โดน | – เสี่ยงต่อการขาดอากาศหายใจถ้าใช้ในพื้นที่อับอากาศ – ระยะฉีดสั้นและแพ้กระแสลม – ความสามารถในการหล่อเย็นต่ำ |
| สารสะอาดระเหยเย็น / สารทดแทนฮาโลน (Clean Agents / Halon Substitutes) – ก๊าซตระกูล Halocarbon – ก๊าซเฉื่อย (Inergen) | – เป็นสารสะอาด ไม่ทิ้งคราบ – ไม่นำไฟฟ้า – ประสิทธิภาพดีกว่า CO2 | – ราคาสูงมาก – เกิดไอพิษเมื่อถูกความร้อนสูง เช่น Hydrogen Fluoride (HF) – แพ้กระแสลม |
Rating (อันดับความสามารถในการดับเพลิง)
Rating (อันดับความสามารถในการดับเพลิง) บนฉลากของถังดับเพลิงตามมาตรฐาน NFPA 10 และ UL จะประกอบด้วย ตัวเลข และ ตัวอักษรภาษาอังกฤษ (เช่น 4-A: 20-B:C) โดยมีความหมายและการอ่านค่าแยกตามประเภทเพลิงดังนี้
- ตัวอักษร (A, B, C, D, K): บอก ประเภทของไฟ (Class of Fire) ที่ถังดับเพลิงฉีดดับได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
- Class A: เพลิงจากเชื้อเพลิงแข็งทั่วไป เช่น ไม้ กระดาษ ผ้า พลาสติก
- Class B: เพลิงจากของเหลวและก๊าซไวไฟ เช่น น้ำมัน ทินเนอร์ แอลกอฮอล์ ก๊าซหุงต้ม
- Class C: เพลิงจากอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่
- Class D: เพลิงจากโลหะไวไฟ เช่น แมกนีเซียม โซเดียม ไทเทเนียม
- Class K: เพลิงจากน้ำมันและไขมันประกอบอาหารในห้องครัว
- ตัวเลข (Numerical Rating): บอก ระดับประสิทธิภาพในการดับไฟ ยิ่งตัวเลขสูง แสดงว่ามีความสามารถในการดับไฟขนาดใหญ่ขึ้นได้มากขึ้น

- ตัวเลข
4-Aคือประสิทธิภาพเทียบเท่ากับน้ำปริมาณ 5 แกลลอน (เพราะว่า 1-A จะเทียบเท่าถังน้ำขนาด 1.25 แกลลอน) - ตัวเลข 20-B คือความสามารถในการดับไฟ
ความสามารถในการดับไฟ / พื้นที่คุ้มครอง (Extinguishing Capability / Protection Area)
ในทางปฏิบัติสำหรับผู้ใช้งานทั่วไป (Non-expert) ตัวเลข 1-B หมายถึงความสามารถในการดับไฟลานน้ำมันไหลนิ่ง (Spill Fire) พื้นที่ประมาณ 1 ตารางฟุต
ดังนั้น ถังดับเพลิง Rating 20-B จะสามารถดับไฟลานน้ำมันไหลนิ่งได้ประมาณ 20 ตารางฟุต
ระยะทางเดินสูงสุด (Maximum Travel Distance) สำหรับถังดับเพลิงประเภท Class B
ตามมาตรฐาน NFPA 10 (Table 6.3.1.1) ระยะทางเดินสูงสุดจะขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงของพื้นที่และขนาด Rating ขั้นต่ำของถังดับเพลิง
| ระดับความเสี่ยงของพื้นที่ (Type of Hazard) | ขนาด Rating ขั้นต่ำ (Basic Minimum Extinguisher Rating) | ระยะทางเดินสูงสุด (Maximum Travel Distance) |
| Light Hazard (ความเสี่ยงน้อย) | 5-B | 30 ฟุต (9.14 เมตร) |
| 10-B | 50 ฟุต (15.25 เมตร) | |
| Ordinary Hazard (ความเสี่ยงปานกลาง) | 10-B | 30 ฟุต (9.14 เมตร) |
| 20-B | 50 ฟุต (15.25 เมตร) | |
| Extra Hazard (ความเสี่ยงสูง) | 40-B | 30 ฟุต (9.14 เมตร) |
| 80-B | 50 ฟุต (15.25 เมตร) |
หมายเหตุ: แม้ว่าจะใช้ถังดับเพลิงที่มีขนาด Rating สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ ระยะทางเดินสูงสุดไปยังถังดับเพลิง Class B ก็ยังคง ห้ามเกิน 50 ฟุต (15.25 เมตร) เนื่องจากเพลิงไหม้จากของเหลวไวไฟจะขยายตัวและมีความรุนแรงสูงสุดในเวลาอันรวดเร็ว
ขั้นตอนในการหาจำนวนถังดับเพลิง
ตามกระบวนการคำนวณมาตรฐาน NFPA 10 ต้องใช้ทั้ง ความสามารถในการดับไฟ / พื้นที่คุ้มครอง (Extinguishing Capability / Protection Area) และ ระยะทางเดินสูงสุด (Maximum Travel Distance)
Step-1: คำนวณจำนวนขั้นต่ำจากพื้นที่ (Area-Based Calculation)
- นำพื้นที่รวมของชั้นนั้น หารด้วย พื้นที่คุ้มครองสูงสุดต่อถัง (Maximum Protection Area per Extinguisher)

- ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็น จำนวนถังดับเพลิงขั้นต่ำตามทฤษฎีพื้นที่
Step-2: ตรวจสอบและวางตำแหน่งตามระยะทางเดินจริง (Travel Distance Verification)
- นำจำนวนถังจากขั้นตอนที่ 1 ไปลองวางบนผังแปลนอาคาร (Floor Plan)
- ตรวจสอบว่าจากจุดใดๆ ในอาคาร ระยะทางเดินไปยังถังดับเพลิงเกินระยะทางเดินสูงสุด (75 ฟุต สำหรับ Class A หรือ 30–50 ฟุต สำหรับ Class B) หรือไม่
ในความเป็นจริงพื้นที่อาคารจะเป็นพื้นที่สี่เหลี่ยม ดังนั้นเมื่อติดตั้งถังดับเพลิงไว้ 1 จุด ระยะเดินเท้าที่มาตรฐานยอมรับ (R) ซึ่งคือรัศมีวงกลมรอบถัง เพื่อไม่ให้มี “จุดบอด (Dead Zone)” ที่คนเดินไปหยิบถังเกินระยะ R สี่เหลี่ยมแต่ละช่องจะต้องถูกบรรจุอยู่ภายในวงกลมพอดี:

ความกว้างของพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ถัง 1 ถังครอบคลุมได้โดยไม่ให้มีมุมใดเดินเท้าเกินระยะ R คือ:

Step-3: สรุปจำนวนถังสุทธิ
- หากรูปทรงแปลนอาคารมีห้องกั้น ซับซ้อน หรือทรงยาว ทำให้มีจุดอับที่ระยะทางเดินเกินเกณฑ์ แม้จำนวนถังจากขั้นตอนที่ 1 จะครบแล้ว จะต้องติดตั้งถังดับเพลิงเพิ่มขึ้น จนกว่าจะครอบคลุมระยะทางเดินทุกจุด
- และสุดท้าย เกณฑ์ตัวไหนที่ส่งผลให้ต้องใช้จำนวนถังมากกว่า (ระหว่างการคิดตามพื้นที่กับการคิดตามระยะทางเดิน) จะเป็นตัวกำหนดจำนวนถังดับเพลิงสุทธิที่ต้องติดตั้งจริง
ตัวเลขเปรียบเทียบตามมาตรฐาน NFPA 10
| ประเภทเพลิง / เงื่อนไข | ระยะเดินเท้าสูงสุด (R) | ระยะห่างกริด (S) | พื้นที่สี่เหลี่ยมครอบคลุม (S^2) |
| Class A (Normal Rating) | 22.86 m. (75 ft) | Approx. 32.3 m. | Approx. 1,045 m2 |
| Class B (Normal Rating) | 9.14 m. (30 ft) | Approx. 12.9 m. | Approx. 167 m2 |
| Class B (High Rating) | 15.25 m. (50 ft) | Approx. 21.5 m. | Approx. 465 m2 |
ตัวอย่าง
จากขนาดพื้นที่อาคาร ตั้งแต่ 50 ถึง 2,000 ตารางเมตร (สัดส่วน L:W = 2:1) ให้เปรียบเทียบกับชนิดสารดับเพลิงและ Rating ของ 3 ชนิดตามมาตรฐาน NFPA 10 Table H.2
- Purple K 9 kg (120-B:C): High Rating ระยะเดินเท้าสูงสุด 15.25 m สำหรับ Class B
- ABC Dry Chemical 9 kg (4-A:80-B:C): มีทั้ง Class A และ Class B (15.25 m)
- Regular Dry Chemical 2.3 kg (20-B:C): Low Rating ทำให้ระยะเดินเท้าจำกัดที่ 9.14 m

ข้อสังเกตุ
- เปรียบเทียบระยะเดินเท้า: Regular Dry Chem 20-B vs Purple K / ABC
- เส้นสีส้ม (Regular Dry Chem 20-B:C)
- ในระดับ Extra Hazard พิกัด 20-B ไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ 80-B จึงถูกจำกัดระยะเดินเท้าไว้ที่ 9.14 เมตร (30 ฟุต) เท่านั้น
- ส่งผลให้ระยะห่างระหว่างถังบนกริดแคบ S = approx 12.9 m จำนวนถังจึงพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
- ที่พื้นที่ 1,000 m^2 ต้องใช้ถังถึง 8 ถัง และเมื่อขยายไปถึง 1,350 m}^2 จำนวนถังกระโดดขึ้นไปถึง 15 ถัง
- เส้นสีม่วง (Purple K 120-B:C) และเส้นประสีแดง (ABC 80-B:C)
- ทั้งคู่มีพิกัด Class B ตั้งแต่ 80-B ขึ้นไป จึงได้รับสิทธิ์ขยายระยะเดินเท้าสูงสุดเป็น 15.25 เมตร (50 ฟุต)
- ระยะห่างกริดกว้างขึ้นเป็น S = approx 21.5 m ทำให้ประหยัดจำนวนถังลงได้มากกว่าครึ่งหนึ่งอย่างชัดเจน
- ที่พื้นที่ 1,000 m^2 ใช้ถังหลักเพียง 6 ถัง
- เส้นสีส้ม (Regular Dry Chem 20-B:C)
- ช่วงพื้นที่ 750 – 950 ตร.ม. (ผลของ Class A ในถัง ABC)
- ถัง ABC มีพิกัด Class A เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย (4-A สำหรับ Extra Hazard คุ้มครองได้ 4,000 ft^2 หรือ approx 372 m^2 ต่อถัง) เมื่อพื้นที่เกิน 744 m^2 เกณฑ์พื้นที่ของ Class A บังคับให้ต้องใช้ 3 ถังทันที
- ขณะที่ Purple K (120-B:C) ไม่มีพิกัด Class A มาผูกมัด และคิดเฉพาะระยะเดินเท้าของ Class B (15.25 m) ซึ่งในสัดส่วนความกว้างยาวของแปลนยังครอบคลุมด้วยถัง 2 ใบได้อยู่ จนกระทั่งพื้นที่แตะระดับ 940 m^2 จึงค่อยกระโดดขึ้นเป็น 6 ถังพร้อมกันตามการตัดกริดขนาดใหญ่
