Fire Fighting for Factory ระบบดับเพลิงสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม

การทำความเข้าใจพื้นฐานของระบบป้องกันอัคคีภัยในโรงงานอุตสาหกรรมเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและลดความสูญเสียทางธุรกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ ระบบที่ได้รับการออกแบบและบำรุงรักษาอย่างดีไม่เพียงแต่ช่วยปกป้องชีวิตและทรัพย์สิน แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ความจำเป็นในการป้องกันอัคคีภัยในโรงงานอุตสาหกรรมนั้นได้รับการตอกย้ำจากเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในอดีต เช่น เหตุการณ์เพลิงไหม้โรงงาน The Triangle Shirtwaist Factory ในปี 1911 ที่ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 145 ราย เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงผลกระทบอันร้ายแรงของอัคคีภัยที่ขาดการควบคุม

โดยสาเหตุของการเสียชีวิตจำนวนมาก คือ การที่ประตูทางออกถูกล็อค เพื่อป้องกันไม่ให้พนักงานขโมยของและเพื่อให้พนักงานทำงานอยู่ที่จักรเย็บผ้าตลอดเวลา และความล้มเหลวของอุปกรณ์หนีไฟและอุปกรณ์ดับเพลิง เช่น บันไดหนีไฟด้านหลังอาคาร พังถล่มลงมา ภายใต้น้ำหนักของคนงานที่พยายามหนีตาย บันไดของหน่วยดับเพลิงมีความยาวไม่เพียงพอ สายฉีดน้ำไม่สามารถฉีดน้ำขึ้นไปถึงชั้นบนของอาคารได้

โดยภาพรวม สาเหตุของเพลิงไหม้ในภาคอุตสาหกรรมมีความหลากหลาย ตั้งแต่ปัญหาของอุปกรณ์ไฟฟ้าไปจนถึงประกายไฟจากการทำงาน ซึ่งล้วนสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินเป็นมูลค่ามหาศาล ดังนั้น องค์กรกำกับดูแลความปลอดภัยและอาชีวอนามัย (OSHA) จึงได้กำหนดหลักการสำคัญ 3 ประการของความปลอดภัยจากอัคคีภัยไว้ ได้แก่

  • การป้องกันอัคคีภัย (Fire prevention),
  • การป้องกันอัคคีภัย (Fire prevention),
  • การป้องกันผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการดับเพลิง (Protection of workers who fight fires)

ความจำเป็นและประโยชน์ของระบบดับเพลิง (Necessity and Benefits of Fire Protection)

ระบบดับเพลิงไม่ใช่เป็นเพียงข้อกำหนดตามกฎหมาย แต่เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่สำคัญซึ่งช่วยปกป้องสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดขององค์กร นั่นคือ บุคลากรและศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ การติดตั้งระบบที่เหมาะสมและเชื่อถือได้จะให้ประโยชน์ที่ครอบคลุมทั้งในด้านความปลอดภัย การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และความต่อเนื่องทางธุรกิจ

โดยมีกฎหมายและเอกสารหน่วยงานกำกับดูแลหลายแห่งที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น Occupational Safety and Health Administration (OSHA)National Fire Protection Association (NFPA), และ Environmental Protection Agency (EPA) ได้กำหนดมาตรฐานและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับแผนฉุกเฉินและการป้องกันอัคคีภัยไว้อย่างชัดเจน

ตัวแปรในการออกแบบ: Design Variables: Determining Needs, Size, and Type

การออกแบบระบบดับเพลิงที่มีประสิทธิภาพสูงสุดจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีพื้นฐานมาจากการวิเคราะห์ความอันตรายของโรงงานแต่ละแห่งอย่างเป็นระบบ การทำความเข้าใจตัวแปรเหล่านี้จะนำไปสู่การเลือกระบบที่มีขนาดและประเภทที่เหมาะสมที่สุด

การจำแนกความเป็นอันตรายของพื้นที่ (Occupancy Hazard Classification)

มาตรฐาน NFPA 13 – Standard for the Installation of Sprinkler Systems ได้กำหนดเกณฑ์การจำแนกความเป็นอันตรายของพื้นที่ (Section 4.3) ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลโดยตรงต่อการออกแบบระบบ Sprinkler

ประเภทความเป็นอันตรายคำจำกัดความตัวอย่างของพื้นที่
Light Hazardพื้นที่ที่มีปริมาณและความสามารถในการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงต่ำ และคาดว่าจะมีอัตราการปล่อยความร้อนต่ำสำนักงาน, โรงเรียน, โบสถ์
Ordinary Hazard (Group 1)พื้นที่ที่มีปริมาณเชื้อเพลิงปานกลาง ความสามารถในการเผาไหม้ต่ำ การกองเก็บวัสดุสูงไม่เกิน 8 ฟุต (2.4 ม.) และคาดว่าจะมีอัตราการปล่อยความร้อนปานกลางโรงจอดรถ, โรงงานผลิตเครื่องดื่ม
Ordinary Hazard (Group 2)พื้นที่ที่มีปริมาณและความสามารถในการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงปานกลางถึงสูง การกองเก็บวัสดุสูงไม่เกิน 12 ฟุต (3.7 ม.)โรงงานผลิตเคมี, โรงงานผลิตกระดาษ
Extra Hazard (Group 1)พื้นที่ที่มีปริมาณและความสามารถในการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงสูงมาก และมีฝุ่นหรือวัสดุที่สามารถทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วโรงงานผลิตไม้อัด, โรงพิมพ์ที่ใช้หมึกที่มีจุดวาบไฟต่ำ

การจำแนกประเภทความเป็นอันตรายของพิ้นที่ (Occupancy Hazard Classification) มีผลต่อการกำหนดให้ต้องใช้ ความหนาแน่นของน้ำ (density) ที่มากขึ้น และต้องครอบคลุม พื้นที่ครอบคลุมการออกแบบ (design area) ที่ใหญ่ขึ้น (จำนวนหัว sprinkler ที่ต้องทำงานพร้อมกันมีมากขึ้น) ซึ่งหมายความว่าการออกแบบต้องใช้ท่อที่มีขนาดใหญ่ขึ้น แหล่งจ่ายน้ำที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และส่งผลให้ต้นทุนการติดตั้งสูงขึ้นตามไปด้วย

ดังนั้น การจำแนกประเภทที่ถูกต้องจึงเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญอย่างยิ่งทั้งในด้านความปลอดภัยและการวางแผนงบประมาณ

ลักษณะของวัสดุและสินค้าที่จัดเก็บ (Commodity Classification)

นอกจากการจำแนกพื้นที่แล้ว การจำแนกประเภทของสินค้าที่จัดเก็บ (Commodity) ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดย NFPA 13 (Chapter 20) ได้แบ่งประเภทสินค้าตั้งแต่ Class I ถึง Class IV และ Group A Plastics ตามระดับความสามารถในการเผาไหม้ สินค้าที่มีความสามารถในการเผาไหม้สูง เช่น

สินค้าประเภทการบรรจุตัวอย่าง
Class I Commodity: เป็นสินค้าที่ไม่ติดไฟ (Noncombustible products)จัดเก็บวางบนพาเลทไม้โดยตรง หรือ บรรจุในกล่องกระดาษลูกฟูกชั้นเดียวอาหารกระป๋อง, วัสดุก่อสร้างที่ไม่ติดไฟ
Class II Commodity: เป็นเป็นสินค้าที่ไม่ติดไฟ (Noncombustible products) เช่นเดียวกับ Class I แต่บรรจุในหีบห่อที่มีเชื้อเพลิงมากขึ้นบรรจุในลังไม้ระแนง (Slatted wooden crates), กล่องไม้ทึบ (Solid wood boxes) หรือ บรรจุในกล่องกระดาษลูกฟูกหลายชั้น (Multiple-layered corrugated cartonsสายไฟหุ้มฉนวน PVC บนม้วนโลหะหรือม้วนไม้
Class III Commodity:
เป็นสินค้าที่ทำจากวัสดุติดไฟได้ เช่น ไม้, กระดาษ, เส้นใยธรรมชาติ หรือ พลาสติกกลุ่ม C (Group C plastics)
อาจบรรจุในกล่องหรือลัง หรือไม่ก็ได้เฟอร์นิเจอร์ไม้, เสื้อผ้าเส้นใยธรรมชาติ, ผลิตภัณฑ์กระดาษ, แบตเตอรี่แห้ง
Class IV Commodity: เป็นสินค้าที่มีส่วนประกอบของพลาสติกกลุ่ม B หรือพลาสติกกลุ่ม A ในปริมาณที่มีนัยสำคัญอาจบรรจุในกล่องหรือลัง หรือไม่ก็ได้เสื้อผ้าใยสังเคราะห์, สีน้ำมันในกระป๋องโลหะบรรจุกล่อง, สายไฟหุ้มฉนวน PVC บนม้วนพลาสติก
สินค้าประเภทพลาสติก (Classification of Plastics) Group A: เป็นกลุ่มที่มีความรุนแรงของไฟสูงสุด รวมถึงวัสดุอย่าง อาจบรรจุในกล่องหรือลัง หรือไม่ก็ได้ABS, Acrylic, Polyethylene, Polypropylene, Polystyrene, Polyurethane และ PVC (ที่มี Plasticizer สูง)
สินค้าประเภทพลาสติก (Classification of Plastics) Group B: มีความรุนแรงรองลงมา อาจบรรจุในกล่องหรือลัง หรือไม่ก็ได้Chloroprene rubber, Fluoroplastics (บางชนิด), Silicone rubber โดยทั่วไปการป้องกันจะใช้เกณฑ์เดียวกับสินค้า Class IV
สินค้าประเภทพลาสติก (Classification of Plastics) Group C: มีความรุนแรงของไฟต่ำสุดอาจบรรจุในกล่องหรือลัง หรือไม่ก็ได้Melamine, Phenolic, PVC (ชนิดแข็ง/Flexible ต่ำ), Urea formaldehyde โดยทั่วไปการป้องกันจะใช้เกณฑ์เดียวกับสินค้า Class III

โครงสร้างอาคารและวัสดุก่อสร้าง (Building Construction)

การประเมินประเภทของโครงสร้างอาคารเป็นขั้นตอนบังคับในการออกแบบระบบดับเพลิง เนื่องจากวัสดุที่ติดไฟได้หรือวัสดุที่สูญเสียความแข็งแรง เช่น เหล็กกล้าไร้การป้องกัน ต้องการระบบที่ตอบสนองเร็วกว่าเพื่อป้องกันการพังทลายของโครงสร้าง เช่น

ประเภทของระบบดับเพลิง (Types of Fire Protection Systems)

การเลือกระบบป้องกันอัคคีภัยที่สมบูรณ์แบบนั้นประกอบด้วย ระบบที่หลากหลายซึ่งทำงานร่วมกัน ตั้งแต่ระบบอัตโนมัติขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่ควบคุมเพลิงในวงกว้าง ไปจนถึงอุปกรณ์ที่ผู้ปฏิบัติงานสามารถใช้งานได้ทันทีเพื่อระงับเหตุในระยะเริ่มต้น

ระบบสปริงเกลอร์อัตโนมัติ (Automatic Sprinkler Systems)

ระบบสปริงเกลอร์เป็นแนวป้องกันด่านแรกที่สำคัญและมีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมเพลิงไหม้ในอาคารอุตสาหกรรม โดยมีหลายประเภทที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่แตกต่างกัน

ประเภทระบบหลักการทำงาน (Operating Principle)การใช้งานที่เหมาะสม (Ideal Application)
Wet-Pipe Systemท่อมีน้ำบรรจุอยู่ตลอดเวลาและพร้อมทำงานทันทีเมื่อหัวสปริงเกลอร์แตกจากความร้อนพื้นที่ทั่วไปที่ไม่มีความเสี่ยงที่น้ำจะแข็งตัว เช่น สำนักงาน, พื้นที่การผลิตส่วนใหญ่, คลังสินค้าที่ควบคุมอุณหภูมิ
Dry-Pipe Systemท่อบรรจุอากาศหรือไนโตรเจนภายใต้แรงดัน เมื่อหัวสปริงเกลอร์แตก แรงดันอากาศจะลดลง ทำให้วาล์วเปิดและน้ำไหลเข้าสู่ท่อพื้นที่ที่เสี่ยงต่อน้ำแข็งตัว เช่น โกดังที่ไม่ทำความร้อน, ลานโหลดสินค้า, ห้องเย็น
Deluge Systemหัวสปริงเกลอร์ทุกหัวในระบบเป็นแบบเปิด (open) และท่อไม่มีน้ำอยู่ เมื่อระบบตรวจจับ (เช่น heat detector) ทำงาน วาล์วจะเปิดและปล่อยน้ำออกจากทุกหัวพร้อมกันพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงและต้องการการระบายน้ำปริมาณมากอย่างรวดเร็ว เช่น โรงเก็บเครื่องบิน, โรงงานเคมี

ระบบหัวจ่ายและสายส่งน้ำ (Standpipe and Hose Systems)

ระบบนี้ทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อสำหรับสายดับเพลิง เพื่อให้การเข้าถึงน้ำของพนักงานดับเพลิงหรือบุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมเป็นไปอย่างรวดเร็ว 

  • Class I: มีจุดเชื่อมต่อสายขนาด 2.5 นิ้ว สำหรับใช้งานโดย เจ้าหน้าที่ดับเพลิง
  • Class II: มีสายดับเพลิงขนาด 1.5 นิ้วติดตั้งไว้พร้อมใช้งาน สำหรับ ผู้ใช้อาคารหรือหน่วยดับเพลิงของโรงงาน เพื่อใช้ระงับเหตุในเบื้องต้น

ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Dioxide)

ระบบนี้ทำงานโดยการแทนที่ออกซิเจนในพื้นที่ ทำให้ไฟดับลง เหมาะสำหรับใช้กับเพลิงไหม้ที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือของเหลวไวไฟในพื้นที่ที่ไม่มีคนอยู่เป็นประจำ ด้วยเหตุนี้ ระบบ CO2 แบบท่วมทั่วห้อง (Total Flooding) จึงเป็นอันตรายถึงชีวิตต่อบุคลากร และห้ามใช้ในพื้นที่ที่มีคนอยู่เป็นประจำโดยเด็ดขาด เว้นแต่จะมีมาตรการป้องกันความปลอดภัยที่เข้มงวด เช่น สัญญาณเตือนก่อนปล่อยสารและระบบหน่วงเวลา

ระบบโฟม (Foam Systems)

ตามมาตรฐาน NFPA 11, โฟมมีประสิทธิภาพสูงในการดับเพลิงที่เกิดจากของเหลวไวไฟ Combustible liquid โดยจะสร้างชั้นฟิล์มปกคลุมผิวของเชื้อเพลิง ป้องกันไม่ให้ไอระเหยสัมผัสกับอากาศ อย่างไรก็ตาม การเลือกประเภทของโฟมต้องคำนึงถึง ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากสารลดแรงตึงผิว (surfactants) ที่เป็นส่วนประกอบของโฟมบางชนิด

อุปกรณ์ดับเพลิงแบบพกพา (Portable Fire Extinguishers)

ถังดับเพลิงแบบพกพาเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดสำหรับการตอบโต้เหตุการณ์ในระยะแรกเริ่ม (incipient stage) โดยข้อพิจารณาที่สำคัญในการใช้งานถังดับเพลิง ได้แก่

  • การจัดอันดับ (Rating Systems): ต้องเลือกถังดับเพลิงให้เหมาะสมกับประเภทของเชื้อเพลิง (Class A, B, C, D, K)
  • การกระจายและการติดตั้ง (Distribution and Mounting): ต้องติดตั้งในตำแหน่งที่มองเห็นได้ง่ายและเข้าถึงได้สะดวก โดยมีระยะการเดินทางไม่เกินที่มาตรฐานกำหนด

บทสรุป

สามารถสรุปได้ว่ากลยุทธ์การป้องกันอัคคีภัยที่มีประสิทธิภาพสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมต้องตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ที่สำคัญระหว่าง 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การประเมินความเสี่ยงอย่างละเอียดการเลือกตัวแปรการออกแบบที่ถูกต้อง, และ การเลือกระบบดับเพลิงที่เหมาะสม และการจำแนกความเป็นอันตรายของพื้นที่และสินค้าที่จัดเก็บตามมาตรฐาน NFPA เป็นขั้นตอนแรกที่ขาดไม่ได้ เพราะเป็นตัวกำหนดความต้องการพื้นฐานของระบบทั้งหมด 

Fire Water Demand Calculation for Sprinkler System

บทความนี้ กล่าวถึงการออกแบบปริมาณน้ำที่ต้องใช้สำหรับควบคุมเพลิงไหม้ผ่านระบบ Sprinkler system ตามมาตราฐาน NFPA 13

Fire Water Pump สามารถมี Remote stop function ได้หรือไม่

ในบางกรณีเราอาจจะไม่อยากให้ Fire Water Pump ทำงานโดยไม่จำเป็น แล้วมันสามารถออกแบบระบบหยุดอัตโนมัติได้หรือไม่ บทความนี้มีเฉลย

XXX

XXX

About

Prostask คือพื้นที่แบ่งปันความรู้และให้บริการที่ปรึกษาด้าน วิศวกรรมความปลอดภัยกระบวนการผลิต (Process Safety Engineering) Technical Risk และ Process Design โดยวิศวกรเคมีมืออาชีพที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปีในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและโรงกลั่น โดยก่อตั้งขึ้นด้วยวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับความรู้และมาตรฐานความปลอดภัยในวงการอุตสาหกรรมไทย ผ่านการนำเสนอเนื้อหาเชิงเทคนิค บทความวิเคราะห์ และเครื่องมือคำนวณทางวิศวกรรม (Technical Calculation Tools) ที่เป็นประโยชน์ต่อวิศวกรและผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ เป้าหมายของเราคือการเป็นองค์ประกอบเล็กๆ ที่ช่วยขับเคลื่อนให้โรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทยมีความปลอดภัย ปกป้องชีวิตผู้ปฏิบัติงาน และอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน

Search